30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
เย็นวันนั้น …
พ่อ “อารมณ์เสีย” ที่ต้องอยู่เย็นเพื่อประชุมงานที่ไม่ได้คาดหมายที่บริษัท
เลิกประชุมฝนก็ตก
ตัดสินใจไม่ปั่นจักรยานกลับบ้าน
เรียกแท๊กซี่ แทนที่จะขึ้นรถเมล์ ต่อสองแถว แล้วเดินเข้าซอย
ด้วยคิดว่าจะซื้อเวลากลับไปสอนการบ้าน และเล่นกับหนูและพี่เฟิร์น
…
แท๊กซี่ที่ปกติเคยเรียกให้เข้ามารับที่หน้าตึก … เย็นนั้นก็เรียกเข้ามาไม่ได้
เพราะมีเจ้าใหญ่นายโตมาทำธุระที่ตึก
บริเวณหน้าตึกถูกฉลามบก 2 คัน ปิดไม่ให้รถอื่นเข้า
… ยิ่งทำให้ “อารมณ์เสีย” มากขึ้นไปอีก
ต้องลงไปเรียกแท๊กซี่ที่ริมถนนหน้าตึก … กลางสายฝน
มีหลายคนเดินตามออกมา
หลายคนที่คิดว่าพ่อน่าจะเสียสละแท๊กซี่ที่นานๆมาทีให้
เปียกฝนอยู่นาน นานพอที่จะทำให้ “อารมณ์เสีย” เพิ่มมากขึ้น … แม้สายฝนจะเย็นฉ่ำ
ได้แท๊กซี่มา 1 คัน … ก็เพื่อที่จะทำให้ “อารมณ์เสีย” อีกเป็นรอบที่เท่าไร ไม่ได้จำ
เพราะรถในซอยติดมาก … ลงจากแท๊กซี่เดินจากกลางซอย …
เสียค่าแท๊กซี่แต่ต้องเดินเปียกฝนไกลกว่าที่ถ้ากลับรถเมล์ …
ด้วยมาตราฐานคนทั่วไปที่ว่าพ่อ “งก” แต่พ่อพอใจที่จะเรียกว่า “คุ้มค่าเงิน”
ยิ่งทำให้พ่อคิดถึงค่าแท๊กซี่มากขึ้นขณะที่เดินตากฝน ….
เสียค่าแท๊กซี่แต่ต้องเดินเปียกฝนไกลกว่าที่ถ้ากลับรถเมล์ …
ถึงบ้านก็ช้ากว่า … จ่ายแพงกว่าทำไม …
ผลคือ “อารมณ์เสีย” มากขึ้น
เดินไปพลางก็คิดไปพลางว่า ทำไมวันนี้อะไรๆมันก็แย่ไปหมด
วันนี้คุณเมอร์ฟี่คงมาเยี่ยม (Murphy’s law)
เปิดประตูบ้าน … ก็ “อารมณ์เสีย” (อีก) กับที่วางรองเท้าที่มันไม่ได้อยู่ในที่ๆ(พ่อคิดว่า)มันควรจะอยู่
“อารมณ์เสีย” รอบที่เท่าไร ไม่ได้จำ ไม่ได้นับมันแล้ว ….
แต่ก็แปลกนะที่พอไม่นับมัน ไม่จำมัน กลับรู้สึกดีขึ้นหน่อยนึง
เดินผ่านห้องทำงาน … พี่เฟิร์นล่ะสายตาจากจอคอมฯ หันมา “สวัสดีค่ะ” แล้วก็ง่วนต่อไปกับ paint brush
เอ๊ะ … ทำไมไม่วิ่งมากอดเหมือนเคย … “อารมณ์เสีย” อีก
เปิดประตูห้องนอน … หนูนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียง …. เงียบ
เอ๊ะ … ทำไมไม่วิ่งมากอดเหมือนเคย … “อารมณ์เสีย” อีก
แม่หนูอ่านหนังสืออยู่บนเตียงอีกด้านหนึ่ง …. เงียบ
รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ
แต่พ่อก็เงียบ … อาจจะเป็นเพราะกำลังนับว่า “อารมณ์เสีย” ไปแล้วกี่รอบ
แล้วรอบต่อไปจะเรื่องอะไร เมื่อไร
ไม่นานเกินรอ …
“พ่อ … น้องภัทร ไม่ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ พูดอย่างไรก็ไม่ยอม เลยต้อง ignore ไม่ต้องไปยุ่งด้วย”
พ่อพยักหน้ารับทราบ …
อาบน้ำ … ขั้วสายฝักบัวเสีย พยายามซ่อม ไม่สำเร็จ หักมันออก ใช้แต่สายยาง
ถอดหัวฝักบัวเก็บไว้ เพราะยังใช้ได้
ฟาดสายฝักบัวกับผนังไป 3 ที (ไหนๆมันก็เสียแล้ว) ระบาย “อารมณ์เสีย” ที่มันจะระเบิด
… พ่อหนูก็คนธรรมดาๆคนนึงนี่แหละ
“… วันนี้มันเป็นอะไรของมัน (ว่ะ)” …
ในห้องน้ำก็มีปัญหา นอกห้องน้ำก็มีเรื่องต้องให้จัดการ
ออกมา … หนูนั่งรอคิวเล่นคอมพิวเตอร์ต่อจากพี่เฟิร์น
“พ่อ … ไม่ต้องให้ภัทรเล่นนะ ยังไม่ได้ท่องศัพท์”
พ่อเดินไปบอกหนู …
หนูเดินไปอ่านหนังสือการ์ตูนต่อบนเตียงเงียบๆ
พ่อนอนอย่างหมดสภาพอยู่บนพื้นข้างเตียง (พ่อชอบนอนพื้นแข็งๆ สงสัยพ่อจะแก่แล้วจริงๆ)
… นับ 1 2 3 4 … เผื่อว่าหยุดวงจร “อารมณ์เสีย” อุบาทว์นี้ได้
… นับได้ไม่เกิน 10
“พ่อ … ไม่ให้ภัทรอ่านการ์ตูนนะ เพราะ … ”
…. “เดี๋ยวก่อนนะ พ่อเหนื่อยมาก ขอพักเดี๋ยวนึง” … ทนไม่ไหวแล้วล่ะ ต้อง(เสี่ยง)แทรกขึ้นมา
แล้วพ่อก็นอนนับต่อไปเรื่อยๆ จำไม่ได้ว่านับได้ถึงเท่าไร
ในใจคิดว่าจะพูดกับแม่หนูเป็นภาษาอังกฤษ(เพื่อไม่ให้หนูเข้าใจ) บอกว่าไม่ควรจะต้อนให้จนมุม
น่าจะเหลือทางออกให้เอาไว้สักทางหนึ่ง หรือให้เลือก 1 ใน 2 ทางที่เรากำหนดให้
เพราะการต้อนให้จนมุม ผลที่ได้ก็คือการหันกลับมาดับเครื่องชน
ถึงแม้เป็นการดับเครื่องชนของเด็กผู้ชายอายุ 7 ขวบ … พ่อก็ไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อเรามีสติ มีปัญญา ที่จะทำให้มีทางเลือกที่ดีกว่านั้นมากนี่นา …
ได้แต่คิด แต่ไม่ได้พูดออกไป … เพราะคิดว่าไม่น่าจะทำอะไรให้ดีขึ้น
หัวล้านๆของพ่อจึงนับเลขต่อไป ในขณะที่ตัวอ้วนๆแผ่หราอย่างหมดแรง …
แว่บหนึ่ง … จึงคิดขึ้นมาได้ว่า … ต้องสงบสติอารมณ์กับ 108 เรื่อง “อารมณ์เสีย”
แม่หนู หนู และ พี่เฟิร์น ไม่ควรต้องมารับรู้
และรับผิดชอบ กับอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นกับพ่อ ก่อนพ่อจะเปิดประตูบ้านเข้ามา
หันกลับมาทำสิ่งที่พ่อต้องทำจะดีกว่า
A man has to do what a man has to do
หัวล้านๆจึงหยุดนับเลข …
พี่เฟิร์นเสร็จจากคอมพิวเตอร์ก็เลยมานอนเล่นกับพ่อด้วย
คุณแม่หนูไปทำงานที่คอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน
“ภัทร … คุณแม่ไม่ให้หนูอ่านการ์ตูนนะครับ เพราะหนูไม่ท่องศัพท์”
หนูวางการ์ตูนลงมาเล่นกับพ่อกับพี่เฟิร์นข้างเตียง
ไม่นานนัก …
“พ่อ … พาเด็กๆนอนได้แล้ว และพรุ่งนี้ดูแลน้องภัทรด้วย เพราะไม่ท่องศัพท์”
“แม่เลยบอกว่า ถ้าไม่ท่องศัพท์ก็ไม่ต้องมายุ่งกับแม่”
เสียงแม่หนูมาจากห้องทำงาน
เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าที่จะเปิดประตูห้องนอนเข้ามา
พ่อหยุดเล่น
“ภัทร หนูต้องนอนแล้วนะครับ เพราะหนูไม่ท่องศัพท์ คุณแม่เลยไม่ให้หนูไปยุ่งด้วย”
“ดังนั้น พรุ่งนี้เช้าคุณพ่อจะดูแลหนูจนถึงส่งขึ้นรถโรงเรียน”
หนูขึ้นไปบนเตียง นั่งก้มหน้าหันหลังให้พ่อกับพี่เฟิร์น
“หนูมีทางเลือก 2 ทางนะครับ ทางแรกหนูไปขอโทษคุณแม่ แล้วพรุ่งนี้เช้าคุณแม่จะเป็นคนดูแลหนูตามปกติ”
พ่อนอนพูดจากข้างเตียง
“ทางที่สอง หนูไม่ขอโทษคุณแม่ และพรุ่งนี้เช้า พ่อจะดูแลหนูเอง”
“และหนูก็รู้ใช่ไหมว่า พ่อไม่ยืดหยุ่นเหมือนคุณแม่ พรุ่งนี้เช้าหนูต้องทำในสิ่งที่หนูต้องทำในเวลาที่ต้องทำ”
“ไม่ … ไม่ … คุณพ่อไม่รู้เรื่องอะไรเลย … โฮ … คุณพ่อไม่เข้าใจ”
” … หนูเกลียดคุณพ่อแล้ว …. โฮ” … ดังไปถึงหน้าปากซอยได้ พ่อเดา …
“คุณพ่อไม่รู้เรื่องหรอก … โฮ”
พ่อหันไปจุ๊ๆปากกับพี่เฟิร์นที่นั่งอยู่ข้างๆที่ทำทางจะออกความเห็นเสียเหลือเกิน ..
พ่อกางแขนออกกว้างๆ … หนูหันหน้ามา
“ภัทร พ่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ พ่อฟังจากคุณแม่เท่านั้น”
“พ่ออยากฟังจากลูกผู้ชายของพ่อ หนูเล่าให้พ่อฟังบ้างซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
หนูพยักหน้า … คลานช้าๆลงจากเตียงมาซบไหล่ โดยที่ยังไม่หยุดร้องไห้
“มาหาพ่อซิ เล่าให้พ่อฟังว่าเกิดอะไรขึ้น” … (ยุทธการแง้มฝากาน้ำ – ที่กำลังเดือด)
… หนูยังร้องไห้
ในอ้อมกอดพ่อ …. “ไม่เป็นไรลูก ร้องไปให้พอเลย ไม่ต้องรีบ พ่อไม่ได้ไปไหน”
“ร้องไห้ให้เต็มที่ หยุดร้องไห้แล้วเรามานั่งคุยกัน”
…
…
…
“เฟิร์น … หนูออกไปอยู่ในห้องทำงานกับคุณแม่ก่อนได้ไหมค่ะ”
“ทำไมค่ะ”
“หนูต้องเคารพสิทธิ์ส่วนตัวของน้องภัทรนะลูก ตอนที่หนูร้องไห้คุยกับคุณพ่อ”
“คุณพ่อขอให้น้องภัทรออกไปเหมือนกัน น้องภัทรก็เชื่อฟัง”
“ก็หนูอยากช่วยคุณพ่อพูดกับน้องภัทรนี่ค่ะ”
“หนูอยากฟังว่าคุณพ่อจะพูดอะไร หนูจะได้จำเอาไปพูดบ้าง” … (ชักแม่น้ำทั้งห้า)
พ่อส่ายหน้าช้าๆ มองหน้าพี่เฟิร์น แต่ไม่พูดอะไร .. (แปลว่า … ไม่ได้ผลหรอกยัยเฟิร์น ไปเดี๋ยวนี้)
พี่เฟิร์นของหนูเข้าใจ … เดินออกไปโดยดี …
…
…
หนูยังสะอื้น …
…
…
เงียบ …
…
…
“ภัทร … หนูพร้อมหรือยังครับ พ่ออยากฟังจากลูกผู้ชายของพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น”
เงยหน้าจากไหล่พ่อ จากเสื้อที่ชุ่มน้ำตา … หนูพยักหน้าช้าๆ
…
…
“คุณแม่จะให้หนูท่องศัพท์ หนูอยากท่องศัพท์ภาษาไทย”
“คุณแม่จะให้หนูท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่หนูอยากท่องศัพท์ภาษาไทย”
… พ่อขยายความและทวนที่หนูพูดอีกรอบ เพื่อย้ำให้หนูเข้าใจในสิ่งที่หนูพูดออกมา
“พ่อเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมครับ”
… หนูพยักหน้า
“อืม … ถ้าคุณแม่ให้หนูท่องศัพท์ภาษาไทยก่อนสัก 2-3 คำแล้วหนูจะท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ”
” … คุณพ่อพูดอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ”
หนูพยักหน้า …
“แล้วยังไงต่อครับ”
“คุณแม่บอกว่า ถ้าไม่ท่องศัพท์ก็ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมายุ่งกับคุณแม่”
“อืม … แล้วทำไมหนูไม่บอกคุณแม่ล่ะครับว่า หนูอยากท่องศัพท์ภาษาไทยสัก 2-3 คำก่อน แล้วค่อยท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ”
“ก็คุณแม่บอกว่า ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมายุ่งกับคุณแม่ แล้วหนูจะไปพูดได้ยังไง … โฮ … ”
“หนูก็เลยไม่พูด ไม่ยุ่งกับคุณแม่ … โฮ”
…
…
ระหว่างรอให้นิ่งอีกรอบ … พ่อกำลังคิดว่าจะเดินหมากตาต่อไปยังไงดี
แต่ที่รู้แน่ๆยังไกลจาก “รุกฆาต” อีกโขอยู่
…
…
“หนูพร้อมจะคุยกับคุณพ่อต่อหรือยังครับ”
พยักหน้า
“หนูอยากฟังความเห็นของคุณพ่อไหมครับ”
พยักหน้าทั้งน้ำตา
“เรื่องวันนี้ คุณแม่น่าหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าคุณแม่ฟังหนูอธิบาย”
“คุณแม่อาจจะกำลังยุ่งอยู่ หนูต้องเข้าใจคุณแม่ด้วย”
“คุณพ่อเข้าใจหนูนะครับ … ส่วนหนูก็ต้องแก้ไขนิดนึงเหมือนกันที่ หนูโต้ตอบด้วยการงอนและไม่พูดกับคุณแม่”
พ่อพยายามที่จะไม่ใช้คำว่า “ผิด”
…
“หนูคิดว่าเราน่าจะหาทางออกอย่างไรดีกับเรื่องนี้”
… เงียบ …
“หนูจำเรื่อง แก้มอีกข้างหนึ่ง ที่หนูอ่านในวัดเมื่อวันอาทิตย์ได้ไหม … ”
“พ่อภูมิใจในตัวหนูมากนะที่หนูอ่านจนจบ และเข้าใจด้วย พ่อไม่คิดว่าหนูจะเข้าใจแต่หนูก็เข้าใจ”
“หนูจำได้ไหมว่าตอนจบของเรื่องนั้นว่ายังไง …”
… เงียบ …
“เพราะฉันรัก ….” พ่อขึ้นให้
” …. ” หนูต่อประโยคพ่อจนจบ …
“พ่อรู้นะว่า ถึงหนูจะบอกว่าหนูเกลียด หนูไม่รักคุณแม่แล้ว แต่ว่าลึกๆจริงๆแล้วหนูรักคุณแม่มาก ใช่ไหม”
… เงียบ …
“ภัทร หนูเป็นลูกผู้ชาย หนูคือคนที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นคนที่คุณพ่อฝากให้ดูแลพี่เฟิร์นและคุณแม่”
“หนูรู้ใช่ไหมว่า … ”
“… การที่รู้จักขอโทษเป็นการบอกว่าใครที่จะเป็นลูกผู้ชายตัวจริง หรือใครไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริง”
“การขอโทษไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ การขอโทษทำให้เราเข้มแข็งขึ้นต่างหาก”
“หนูต้องทำให้คุณแม่เห็นว่า หนูนี่แหละเข้มแข็งพอที่จะดูแลคุณแม่ และพี่เฟิร์นแทนคุณพ่อได้”
“จำได้ไหม … เพราะฉันรัก … อะไรนะ ต่อว่าอะไร พ่อจำไม่ได้แล้ว …”
” … ” หนูต่อประโยคพ่อจนจบอีกครั้ง …
..
… พ่อจงใจทิ้งให้ความเงียบทำงานสักพัก
..
“หนูขอโทษตอนนี้ไม่ได้ หนูยังโกรธอยู่ …” พ่อได้ยินออกจากลำคอเบาๆ
“อืม .. พ่อเข้าใจหนูนะ ถ้าเป็นพ่อ พ่อก็คงขอโทษตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน … ”
“งั้นเอางี้ เรานอนกอดกันเงียบๆสักพักดีไหม”
ไม่ต้องรอคำตอบ พ่อโน้มหนูลงนอนหนุนไหล่ เรากอดกันนิ่งๆ …
…
ในความมืด … พ่อให้ความเงียบทำงานอีกครั้ง
…
“ภัทร … ลูกผู้ชายของพ่อ … หนูพร้อมหรือยังครับ”
หนูพยักหน้า …
“แต่พ่อต้องไปกับหนูนะ”
แทนคำตอบ … พ่อกระชับ “มือหนู” ใน “มือพ่อ” ให้แน่นขึ้น
เราเดินจูงมือกันไปหาคุณแม่ที่กำลังทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเงียบๆ
“ขอโทษ … โฮ” หนูตะโกนจนเกือบจะเป็นการตะคอก … และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พ่อต้องการ
พ่อคุกเข่าลง กอดหนูแน่นขึ้น
กระซิบเบาๆ “ไม่เป็นไรเลยลูกพ่อ … หนูแค่ยังไม่พร้อม ไม่ใช่ว่าหนูทำไม่ได้”
…
เรากลับมานอนกอดกันบนพื้นแข็งๆข้างเตียง ..
เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ..
…
เรากอดกันในความมืด …
ความเงียบทำงานของมันอีกครั้ง …
…
พักใหญ่ๆ คุณแม่เลิกทำงาน กลับมานอนบนเตียง
พี่เฟิร์นกลับมานอนข้างๆคุณพ่อที่กำลังกอดหนูอยู่
พ่อหันไปจุ๊ๆ เพราะรู้ว่าพี่เฟิร์นอยากมีส่วนร่วมเต็มที … แต่ยังไม่ถึงเวลา
…
…
ในความมืด … พ่อคิดว่าพ่อเห็นหนูพยักหน้า
พ่อคลายแขนออกนิดนึง …
หนูคลานขึ้นเตียงช้าๆไปหาคุณแม่ ..
….
พ่อหันมากอดพี่เฟิร์นแทน ..
โดยที่ไม่ลืม จุ๊ๆปากพี่เฟิร์น และชี้ไปที่หู เป็นการบอกใบ้ว่าให้ “ฟัง”
เพราะรู้ว่าพี่เฟิร์นADHD ของหนูเกือบจะอดทนที่จะไม่ออกความเห็นไม่ได้
…
…
ในความมืด …
ในความเงียบ …
…
คืนนี้ …
สิ่งที่หนูเพิ่งทำไป
หนูได้ก้าวข้ามไปอีกหนึ่งขั้นของการเป็น “ลูกผู้ชาย”
วันนี้อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตหนูที่ได้ “ขอโทษ” ผู้หญิงที่หนูรัก โดยที่หนูยังคาใจ
แต่พ่อรับรองได้ว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย …
….
เพราะไม่มีอะไรที่ทำให้ “ลูกผู้ชาย” เป็น “ลูกผู้ชาย” ได้ไปมากกว่า “การขอโทษ” ผู้หญิงที่เรารัก
ไม่ว่าเราคิดว่าเราผิดหรือไม่ก็ตาม …
ถ้าเธอคิดว่าเราควรจะขอโทษเธอ … นั่นต่างหากที่เพียงพอแล้ว …
เพราะความหมายของการขอโทษนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อบอกว่า “ขอโทษ”
แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นมาก
… เพราะเราขอโทษจากใจ เพื่อที่จะรักษาผู้หญิงที่เรารักไว้ให้อยู่กับเราตลอดไป …
… นั่นต่างหากที่สำคัญที่สุด…
…
…
ในความมืด …
…
ในความเงียบ …
…
… เขาสารภาพ
… และเธอให้อภัย … (*)
…
…
…
เช้าวันรุ่งขึ้น …
หนูกำลังนั่งทานข้าวเช้า …
พ่อเดินไปกอดหนูอย่างหลวมๆ …
“ภัทร … พ่อภูมิใจในสิ่งที่หนูทำเมื่อคืนมากนะครับ พ่อรักหนูนะ”
หนูพยักหน้า
พ่อยื่นมือออกไป
“สวัสดีครับ” … แล้วสองมือเล็กๆของหนูก็พนมลงบนมือพ่อ… เหมือนเคยทุกเช้า ก่อนที่พ่อจะออกไปทำงาน
…
…
…
บันทึกตอนนี้ …
อาจจะยาวสักหน่อย
แต่พ่อก็อยากบันทึกไว้ เพราะมันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของลูกผู้ชายตัวน้อยของพ่อ …
เพราะอย่างน้อยก็มีผู้ชายบางคนที่ทั้งชีวิตก็ยังทำอย่างที่หนูทำในวันนี้ไม่ได้
… แต่หนูทำได้เมื่ออายุแค่ 7 ขวบ
รัก
พ่อ …
3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

“….” น้องภัทร ต่อประโยคนี้ให้จบว่าอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่ครับ
แก้มอีกข้างหนึ่ง <== คลิ๊ก
(*) ดัดแปลงจากส่วนหนึ่งในบทภาพยนต์ “As good as it gets” … In the dark, he confessed and she forgave.