ก็มันเป็นความจริงนี่คะ หนูจะพูด … “ควรจะพูดความจริงไหม” บทเรียนที่ 16 ของน้องเฟิร์น

ก็มันเป็นความจริงนี่คะ … วันหนึ่งที่หนูพูดขึ้นมาแบบนี้ แล้วเรื่องราวต่างๆก็ตามมา …

———————-

ก็มันเป็นความจริงนี่คะ …

บ่ายวันหนึ่ง …

มีเรื่องมาขึ้นศาล ซึ่งตำแหน่งผู้พิพากษาก็ไม่พ้นพ่อ
หลังจากสืบสวนกระบวนความแล้ว ประเด็นมามาลงเอยที่ประโยคที่พ่อใช้เป็นหัวเรื่องบทเรียนบทนี้ของหนูนั่นแหละ

…. “หนูจะพูด ก็มันเป็นความจริงนี่คะ”

เอาล่ะ พ่อจะไม่เล่ารายละเอียดของกรณีที่เถียงกัน และ ผลการตัดสินของพ่อในวันนั้น เพราะมันไม่ได้สำคัญไปกว่าเรื่องที่พ่อติดใจ ต้องทำการบ้านมาสอนหนู

… เราควรพูดความจริง(ทุกครั้ง)ไหม

ถ้าควรพูด อะไรเป็นปัจจัยที่หนูควร ควรตอบตัวเองให้ได้ (โดยไม่เข้าข้างตัวเอง) ก่อนที่หนูจะตัดสินใจพูด “ความจริง”

พ่อลองไปค้นคำตอบที่ว่านี้ จากหลายๆสำนักความคิด หลายปรัชญา และ ศาสนา ทั้งฝ่ายตะวันตก และ ตะวันออก เพื่อที่จะมีแนวทางที่น่าจะดีที่สุดให้หนูถือปฏิบัติได้

… ก่อนที่หนูจะพูดความจริงออกไปนั้น ให้ไล่ถามตัวเองเป็นข้อๆตามนี้นะลูก ถ้าตอบว่าใช่ทุกข้อ แล้วค่อยบอก หรือ พูดความจริงนั้น

1. เรื่องที่จะพูดนั้น จริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง ก็จบ หนูก็ไม่ต้องพูด

2. หนูมีเจตนาดีต่อคนที่หนูจะบอกไหม ถึงเรื่องบางเรื่องมันจะจริง แต่ถ้าหนูมีเจตนาที่จะทำร้ายความรู้สึกเขา หนูก็ไม่ควรพูด การใช้ความจริงเป็นอาวุธไปทำร้ายจิตใจคนอื่น โดยตั้งใจ หรือ รู้ทั้งรู้ ไม่ได้ทำให้หนูพ้นความผิดบาปหรอกนะ

3. ถ้าเรื่องนั้น จริง และ หนูมีเจตนาดีแล้ว คำถามต่อมาคือ ความจริงนั้นมีประโยชน์ต่อคนๆนั้นไหม ถ้ามันไม่มีประโยชน์ ก็อย่าพูดเลยดีกว่า แน่นอนว่า ถ้ามีแต่โทษจากการพูดความจริงออกไป แบบนี้ ต่อให้เรื่องนั้นเป็นความจริง และ ต่อให้หนูหวังดีตั้งใจดี ก็ยิ่งไม่ควรพูด

4. ตอนนั้นเป็นเวลาที่สมควรพูดไหม เช่น คนๆนั้น กำลังเหนื่อย หิว อารมณ์เสีย เศร้า ดีใจ กลุ้มใจ วิตกกังวล ฯลฯ ก็ไม่ควรพูดตอนนั้นๆอีก รอไปก่อน สิ่งนี้เราเรียกว่า “กาลละ” หนูจะต้องรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดพูด

5. ตอนนั้นคนๆนั้นเขาอยู่ในสถานที่ หรือ สภาพแวดล้อมที่ เหมาะสม หรือ สมควรไหม เช่น พูดต่อหน้าคนที่เขาไม่อยากให้รู้เรื่องที่พูด เพราะจะกลายเป็นการฟ้อง หรือ การทำให้เสียหน้า อับอาย ควรรอไปก่อน รอให้เขาอยู่ในสถานที่หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อยู่คนเดียว สิ่งนี้เราเรียกว่า “เทศะ” … เมื่อรวมกับข้อก่อนหน้าเป็นสิ่งที่พ่อสั่งสอนเสมอว่า หนูต้องรู้จัก “กาละเทศะ” ซึ่งหมายถึง เวลา และ สถานที่

จริงๆแล้ว เรื่องนี้พ่อก็ได้สอนหนูไว้แล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่พ่อก็อยากจะบันทึกไว้อีก เผื่อว่าหนูลืม และ เผื่อไม่มีพ่ออีกต่อไป ไม่มีพ่อที่ คอยบ่น คอยบอก คอยสอน คอยเตือน

… หนูจะได้มีคำบ่น คำเตือนของพ่อ อยู่ตลอดไป

รักลูก
… พ่อ

13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

———————————–

บทเรียนที่ 2 ถึง 15 ของน้องเฟิร์น

truth vs. fact

ก็มันเป็นความจริงนี่คะ

Scroll to Top