ถ้าเราผลักดันเขา ออกจากระบบประเทศไทย ออกจากระบบที่พ่อแม่ของเขา …

ถ้าเราผลักดันเขา ออกจากระบบประเทศไทย ออกจากระบบที่พ่อแม่ของเขา …

ถ้าเราผลักดันเขา

“สมมติลูกเราเอง ถ้าเราผลักดันเขา ออกจากระบบประเทศไทย ออกจากระบบที่พ่อแม่ของเขา ใช้ชีวิตอยู่ ก็ต้องทำใจว่า วันหนึ่งเขาอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในระบบเดียวกันกับพ่อแม่ของเขา”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ลอกมาจากความเห็นของสมาชิกในกลุ่มไลน์หนึ่งที่ผมเป็นสมาชิกกลุ่มด้วย

ต้นประเด็นที่ทำให้เกิดประโยคนี้ (และอื่นๆอีกมากมาย) เกิดจากสมาชิกท่านหนึ่ง เอาข้อความเผยแพร่ที่ระบุว่าเป็นรายงานของสถานฑูตจีนประจำประเทศไทย รายงานเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยกลับไปยังรัฐบาลประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2557 โดยที่ภายหลังสถานฑูตจีนได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว

อ่านเพิ่มเติม —> https://www.thairath.co.th/content/460720

มีหลายประเด็นในรายงานกล่าวอ้าง(ตามคำกล่าวอ้างของสถานทูตฯ)ที่น่าคบคิด แต่ผมขอละประเด็นอื่นๆไว้ก่อน ส่วนตัวผมคิดว่าประโยคของเพื่อนสมาชิกที่ว่า “สมมติลูกเราเอง … ระบบเดียวกันกับพ่อแม่ของเขา” เป็นประเด็นที่น่าคบคิดทั้งในเชิงกว้าง และ เชิงลึก

บนดาวเคราะห์ดวงนี้มีหลากหลายชุมชนที่พัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมในเวลา และ สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าจะต้องมีชุมชนหนึ่งที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ ศิลป์ วัฒนธรรม และ ความเป็นอยู่ มากกว่าอีกชุมชนหนึ่ง ไล่มาตั้งแต่ รุ่นอียิปต์โบราณ ซูเมเรียน เมโสโปเตเมีย …

แต่ล่ะชุมชนก็ผลัดกันรุ่งเรื่อง และ เสื่อมถอยกันไปตามกฏไตรลักษณ์ ไล่มาจนถึงปัจจุบันที่มีหลายๆประเทศ ที่ขีดจำกัดความคำว่า “เจริญแล้ว” ไว้แต่ตน และ กลุ่มของตน

แน่นอนว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามก็ย่อมดิ้นรนเพื่ออยู่รอด และ สืบเผ่าพันธุ์ ความรักความหวังดีต่อเผ่าพันธุ์(ลูกหลาน)นั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีมาคู่เผ่าพันธุ์มนุษยชาติเรา อันนำไปสู่การสรรหาสิ่งที่ดีๆ เพื่อให้ลูกหลานของเราจะได้ “ดีกว่า” ในมิติในความคิดของรุ่นปัจจุบัน(พ่อแม่)

แน่นอนว่า การศึกษานั้นเป็นมิติหนึ่งของคำว่าดีกว่า

ความปรารถนาดี โดยการ “การส่งลูกหลานข้ามพรมแดนของความคุ้นเคย” นี้ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณในทุกสังคม ชุมชนที่เจริญน้อยกว่า ก็จะส่งลูกหลานไปศึกษา ไปอาศัยในประเทศในชุมชนที่เจริญมากกว่า

แม้กระทั่ง ไปคลอดลูก ไปแต่งงานข้ามผ่าพันธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อความ”ดีกว่า” ที่นิยามกันของแต่ล่ะปัจเจกบุคคล

สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งมีมาในสมัยเราๆนี้เท่านั้น … นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะวางราก เตือนความทรงจำของพวกเรา

นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ปรากฏการณ์นี้ (ผมไม่เรียกว่าปัญหา เพราะมันจะเป็นปัญหา เมื่อเราไม่ชอบมัน และ หาทางแก้ให้หลุดจากมัน ดังนั้นปัญหาของบางคนจึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ของบางคน) แปลว่า ปรากฏการณ์นี้ เคยเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์สอนอะไรเราบ้างกับปรากฏการณ์เหล่านี้ เราเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ พยายามที่จะฝืนมัน

มนุษย์เราไม่เหมือนปลาที่แยกออกชัดเจนว่า ฉันเป็นปลาน้ำจืด เอาฉันไปอยู่น้ำเค็ม ฉันตายแน่ๆ ฉันอยู่ไม่ได้

มนุษย์เรารู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง (ในระดับหนึ่ง) ความสามารถในการปรับตัวนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ปัจจัยที่โดดเด่น และ ที่ยอมรับกัน ณ.ปัจจุบันคือ พันธุ์ และ สภาพแวดล้อม

กลับมาที่ประเด็นที่เปิดค้างไว้

“สมมติลูกเราเอง ถ้าเราผลักดันเขา ออกจากระบบประเทศไทย ออกจากระบบที่พ่อแม่ของเขา ใช้ชีวิตอยู่ ก็ต้องทำใจว่า วันหนึ่งเขาอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในระบบเดียวกันกับพ่อแม่ของเขา”

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้เขาไปอยู่ในสังคมที่ “เจริญกว่า” เพื่อ “สิ่งที่ดีกว่า” ก็ควรจะตระหนักถึง ผลข้างเคียงที่ไม่พึ่งประสงค์เมื่อเขากลับมา (หรืออาจจะไม่กลับมา)

สังคมที่ดีกว่านี้ไม่ได้หมายถึงมิติของประเทศในโลกใบนี้แต่พียงอย่างเดียว ยังหมายความถึง เมืองที่มีความเจริญต่างกันในประเทศหนึ่งๆ หรือ แม้แต่ดาวต่างดวงที่ร่วมในจักรวาลเดียวกัน อีกด้วย

แน่นอนว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ …

อย่าลืมว่า สังคมชุมชน ที่ว่าเจริญแล้วนั้น เขามีทีมา มีปัจจัยต่างๆที่ส่งเขามาให้เป็นทุกวันนี้ที่ไม่เหมือนกับวีถีสังคมและค่านิยมปัจจุบันที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ ดังนั้น คุณลักษณะ วีถี และ ค่านิยม ต่างๆนั้น เป็นเอกลักษณ์ของแต่ล่ะชุมชนสังคม มนุษย์เราไม่ใช่ปลาที่ปรับตัวกับน้ำไม่ได้ มนุษย์เราปรับตัวได้ ผลข้างเคียง(หรือบางคนเรียกว่าราคาที่ต้องจ่าย)ของการปรับตัวก็คือการซึมซับคุณสมบัติต่างๆเข้ามาสู่ความเป็นตัวตนของมนุษย์คนๆนั้นด้วย

กลับมาที่ว่า ผลข้างเคียงที่ไม่พึ่งประสงค์ทีว่า คือ อะไร ผมคงไม่สามารถกล่าวถึงได้หมด คุณพ่อคุณแม่ย่อมทราบดีว่าผลข้างเคียงที่ไม่พึ่งประสงค์นั้นมีอะไรบ้าง เพราะ สิ่งที่พ่อแม่ท่านหนึ่งบอกว่า แบบนี้ฉันพึ่งประสงค์อยากให้ลูกฉันเป็น แต่อาจจะเป็น สิ่งไม่พึ่งประสงค์ของพ่อแม่อีกท่านหนึ่ง

คำถามคือ เราจะป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึ่งประสงค์นั้นได้อย่างไร

“พันธุ์” นั้นคงไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เป็นเรื่องของการสั่งสมกรรมเก่า(ทั้งดีและไม่ดี)ในอดีต … ล่ะไว้ได้

อย่างแรกที่พอจะทำได้ในปัจจุบันคือการเตรียมพร้อม วุฒิภาวะ (ซึ่งคำนี้รวมคำว่า “วัย” เข้าไปแล้ว เพราะวัยไม่ได้บอกวุฒิภาวะเสมอไป คำว่าวุฒิภาวะจึงน่าจะเหมาะสมกว่าในบริบทนี้)

คุณพ่อคุณแม่เท่านั้น ที่จะประเมิน (อย่างไม่เข้าข้างตัวเอง) ว่า ลูกคนนี้คนนั้นมีภูมิคุ้มกันผลข้างเคียงที่(ตน)ไม่พึ่งประสงค์แล้วหรือยัง ถ้าคิดว่ายัง ก็ไม่ควรส่งออกไป แต่ถ้าจะฝืนส่งออกไป ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อเขากลับมา เขาอาจจะมีผลข้างเคียงที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องการติดกลับมาด้วยมากบ้างน้อยบ้าง

ถ้าภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ ก็อาจจะไม่กลับมาสู่สังคมวิถีและค่านิยมเดิมๆของคุณพ่อคุณแม่อีกเลย

อย่างที่สองคือ สิ่งแวดล้อมที่คุณพ่อคุณแม่ส่งเขาไปอยู่ แน่นอนว่า สิ่งแวดล้อมนี้เป็นเรื่องที่เลือกได้ โดยมากก็มีกำลังทรัพย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก

ดังนั้นการส่งลูกหลานออกไปโดยที่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าเขายังไม่พร้อมนั้น เมื่อเขาติดผลข้างเคียงกลับมา(หรือไม่กลับมาเลย) ก็อย่าไปโทษใครอื่นเลยครับ

ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่คิดว่าเขาพร้อมแล้ว แต่เขาก็ยังติดผลข้างเคียงกลับมาที่คุณไม่พึ่งประสงค์ ก็อย่าลืมว่า พ่อคุณแม่ควบคุมทุกอย่างไม่ได้ เพราะปัจจัย “พันธุ์” นั้น พ่อคุณแม่เปลี่ยนมันไม่ได้ มันติดมากับ จิต และ ดีเอ็นเอ (ซึ่งพ่อคุณแม่นั่นแหละ ก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตและดีเอ็นเอของลูกเช่นกัน)

… บรรทัดสุดท้าย(ในสายตาผม)

พ่อคุณแม่มองสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือ กำลังจะเกิดขึ้น ว่าเป็นเป็น ปรากฏการณ์ หรือ ปัญหา

ถ้ามองว่าเป็นปัญหา ก็หาทางแก้ไป ถ้าแก้ไม่ได้ ปัญหาก็จะเปลี่ยนเป็นความทุกข์ ถ้าแก้ได้ ปัญหาก็จะเปลี่ยนเป็นความสุข แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุข มันก็อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ได้ไม่นานหรอกครับ

สำหรับตัวผม ผมมองมันแค่เป็นปรากฏการณ์เท่านั้นครับ เหมือนอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเรา และก็จะเกิดขึ้นอีกแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าในอนาคตเราอาจจะส่งลูกหลานเราไปเพื่อ “สิ่งที่ดีกว่า” โดยไปอาศัยอยู่เรียนรู้กับสิ่งมีชีวิติทรงปัญญาอื่นที่ดาวดวงอื่น มันก็ยังคงเป็นปรากฏการณ์นี้อยู่ดี

Scroll to Top