คืนวันที่ 13 เมษายน 2552
ในเวลาใกล้ 2 ทุ่ม … หนูอายุ 9 ขวบกับ 2 เดือน
พ่อใกล้หลับแล้วล่ะ …
แต่หนูกับน้องภัทร ยังวิ่งเล่นไล่ปาหมอนกันรอบเตียง เสียงดังลั่น
พ่อลุกขึ้นเรียกหนูสองคนมาตกลงอะไรบางอย่าง …
“พ่อมีข้อตกลง 2 ข้อ ถ้าหนูจะวิ่งไล่ปาหมอนเล่นกัน
ข้อ 1 ถ้าทะเลาะกันร้องไห้ พ่อจะไม่ตัดสินให้ว่าใครผิด เพราะพ่อถือว่าสมัครใจเล่นด้วยกันเอง
ข้อ 2 ถ้าข้าวของเสียหาย พ่อจะทำโทษทั้งคู่ โดยไม่ถามว่าใครทำ เพราะพ่อจะถือว่าทำร่วมกัน”
เมื่อหนูสองคนรับปาก พ่อก็เอนหลังนอนต่อ …
พ่อใกล้จะหลับ(รอบสอง)
… “ภัทรจะนอนตรงกลาง”
“พี่ก็จะนอนตรงกลาง …” (เสียงดังขึ้น)
“ภัทรไม่ให้” (เสียงดังขึ้นอีก)
“ภัทรนอนตรงกลางหลายครั้งเลย พี่ไม่ค่อยได้นอนตรงกลางเลย ก็ได้ๆ ทำไมพี่ต้องยอมให้ภัทรทุกที … (โฮ) คุณพ่อขา ……” (ตะโกน กรี๊ดร้อง)
…
หนูมาหาที่พึ่ง … “พ่อ”
…
…
พ่อไม่พูดอะไร แต่ดึงหนูเข้ามากอด (เหมือนทุกครั้งที่หนูมาหา “ที่พึ่ง”)
ในความมืด … หนูหนุนไหล่พ่อ …
ในความเงียบ … เรานอนกอดกัน … หน้าหนูทาบอยู่บนแก้มพ่อ
จากเสียงร้องไห้ดังลั่น กลายเป็นเสียงสะอื้น
จากเสียงสะอื้น กลายเป็นเสียงร้องไห้ … สลับไปจนเกือบนิ่ง …
พ่อไล้ผมหนูเบาๆอย่างรอคอยอะไรบางอย่าง … ในความมืด …
“เฟิร์น … เฟิร์น …”
“ขา”
“พ่อรักหนูมากนะ”
“ค่ะ”
ในเสียงสะอื้น …”ทำไมพ่อไม่ช่วยหนูค่ะ …”
“หนูรู้จักคำว่ายุติธรรมไหมค่ะ”
“รู้จักค่ะ”
“ตอนนี้หนูรู้สึกอย่างไรค่ะ”
“หนูเสียใจ มันไม่ยุติธรรมเลยนี่ค่ะ” … สะอื้นต่อ …
“พ่อเข้าใจหนูนะว่าหนูเสียใจ พ่อก็เสียใจ พ่อรู้ว่าจริงๆแล้วหนูได้นอนกลางน้อยกว่าน้องภัทร แต่หนูก็ยอมทุกครั้ง พ่อภูมิใจในตัวหนูมากๆ ที่หนูเสียสละให้น้อง จริงๆแล้ววันนี้พ่อก็ช่วยตัดสินให้หนูได้”
“ทำไมคุณพ่อไม่ช่วยหนู พ่อไม่รักหนู” … ปล่อยโฮออกมาอีกพักนึง พ่อนอนกอดและไล้ผมหนูต่อ มองเพดานในความมืดรออย่างอดทน(อีกรอบ)
“พ่ออยากให้หนูฝึกความอดทน อดทนกับความไม่ยุติธรรม ไม่ทุกครั้งหรอกนะ ที่เราจะได้รับความยุติธรรม หนูจะต้องฝึกที่จะอดทน และอยู่กับมันอย่างมีความสุข”
“หนูทนไม่ไหว … หนูไม่ทน หนูไม่ทน (โฮ) หนูไม่ทนอะไรอีกแล้ว (*) ” …
… หน้าหนูทาบอยู่บนแก้มพ่อ น้ำตาเราไหลรวมกัน… รอจนหนูนิ่ง(อีกรอบ)
“เฟิร์น …”
“ขา”
“พ่อรักหนูนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
“เฟิร์น … พ่อรู้ว่าเฟิร์นลูกพ่อต้องอดทนได้ พ่อคงไม่อยู่ให้ความยุติธรรมกับหนูได้ตลอดไปหรอกนะ”
“พ่อจะไปไหน หนูไม่ให้พ่อไป หนูจะอยู่กับพ่อ (โฮ)”
“ไม่ใช่อย่างนั้นลูก พ่อหมายความว่าไปอีกนานๆไกลๆ ไม่ใช่ตอนนี้ ถึงตอนนั้นพ่อไม่ได้อยู่กับหนู ไม่ได้อยู่ให้ความยุติธรรมกับหนู แล้วถึงตอนนั้นถ้าหนูไม่ได้รับความยุติธรรม พ่อต้องการให้หนูอดทน และอยู่กับมันให้ได้ เรื่องนอนกลางในคืนนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ พ่อต้องการให้หนูหัดอดทน และพ่อรู้ดีว่าหนูอดทนได้ เหมือนกับที่หนูฉีดวัคซีนน่ะ มันก็เจ็บบ้าง เป็นไข้บ้างนิดหน่อย แต่ต่อไปหนูจะแข็งแรงไงล่ะ หนูเข้าใจพ่อไหมค่ะ …”
“ค่ะ … หนูจะอดทน หนูจะพยายามอดทนให้มากๆเลย”
…
…
หนูกลิ้งไปมา … ร้องไห้ … สลับสะอื้น และมีเสียงลอดหมอนข้างออกมาเป็นพักๆ …”ไม่ยุติธรรมนี่นา”
พ่อรู้ดีว่าหนูกำลังสับสน ครุ่นคิด จัดการกับอารมณ์และเหตุผล อะไรต่างๆนานาในหัวเล็กๆของหนู พร้อมกับความบทพร่องของสารเคมีในสมองบางอย่าง(**)จากดีเอ็นเอที่ได้รับจากพ่อ (พ่อขอโทษนะลูกรัก)
…
พ่อเข้าใจดีว่าหนูต้องการเวลา …
….
…
..
.
“เฟิร์น …” พ่อกระซิบ
“ขา”
“พ่อรักหนูนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นไหม”
“ค่ะ”
“หนูทำได้แล้วใช่ไหม” …
“ค่ะ”
“พ่อภูมิใจในตัวหนูมาก … พ่อรักหนูมากนะ ”
“หนูก็รักพ่อค่ะ”
“หลับฝันดีนะลูกรัก”
“ค่ะ”
===================
(*) เด็ก ADHD จะมีความสามารถจัดการกับอารมณ์ และ เข้าใจความไม่ตรงไปตรงมา(อยุติธรรม)ได้ยาก เรื่องธรรมดาๆที่เด็กในวัยเดียวกัน เข้าใจและสงบสติอารมณ์ได้ในระยะสั้น แต่สำหรับเด็ก ADHD แล้ว จะใช้เวลานานกว่ามาก หรืออาจจะไม่เข้าใจและจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้เลย ดังนั้นการฝึกฝน(อย่างอดทนและยาวนานกว่าเด็กปกติ)เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีความสุข(ตามอัตภาพ) โดยปราศจาก “พ่อ” และ “แม่” และยาขนานเอกคือการ “กอด” และการบอก “รัก” ให้บ่อยที่สุดเท่าที่โอกาสอำนวย…… (ประสบการณ์ส่วนตัว …พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร)
(**) โดปามีน (dopamine) เมื่อร่างกายหลั่งสารโดปามีนออกมาจะส่งผลต่ออารมณ์ของบุคคลมีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว ระดับโดปามีนในสมองสูงขึ้นจากอาหารจำพวกโปรตีนสูง ร่างกายสร้างสารโดปามีนขึ้นมาจากกรดอะมิโนชนิดที่มีชื่อว่าไทโรซีน โดยร่างกายได้จากอาหารประเภทโปรตีนสูง (มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ) เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเหลือง อาหารทะเล ไข่ และนม จะช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง และตื่นตัว (นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ )