ความจริงเกี่ยวกับ … “เธอ” … คนที่ลูกจะรัก : บทเรียนหนึ่งของลูกชาย จากพ่อ

ลูกรัก …

เผื่อลูกจะไม่รู้ … ลืมไป … หรือแกล้งลืมไปว่าบนผิวดาวเคราะห์ดวงนี้มีมนุษย์อีกจำพวกหนึ่งที่มีลักษณะตรงข้ามกับเราแต่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อให้คู่กับเราอาศัยอยู่ด้วย เราเรียกมนุษย์กลุ่มนี้ว่า “ผู้หญิง” … ความเป็นผู้หญิงเป็นความมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติบรรจงประดิษฐ์ขึ้นมา (อย่างน้อยก็ตามประสบการณ์ของพ่อ)

เธอ เหมือนทะเล … ทั้งในยามสงบและบ้าคลั่ง …

เธอ เหมือนไฟ … ทำความมืดให้สว่าง ไล่ความหนาวเย็นไปด้วยความอบอุ่น
… แต่ก็พร้อมที่จะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า

เธอ เหมือนความฝันในตอนใกล้รุ่ง … ที่มักจะติดหัวเราไปตลอดทั้งวัน เพียงเพื่อจะเตือนให้เรารู้ว่า
. . . มันก็แค่ความฝัน

เธอ เหมือนความจริง … ที่หลายครั้งเราพยายามจะคิดว่ามันเป็นความฝัน

เธอ เหมือนดอกไม้ … ที่บางครั้งก็เรียกร้องหาแจกัน
…  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากถูกพรากจากต้นและผืนดิน

เธอ เหมือน ….

พ่ออยากบอกว่า ….

1. จงปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างให้เกียรติ เปิดเผย และเท่าเทียมกัน เธอมีศักดิ์ศรีและสิทธิทุกอย่างเท่าเทียมกับเราทุกประการ (ถึงแม้ว่าบางครั้งลูกอาจจะรู้สึกว่าพวกเธอมีศักดิ์ศรีและสิทธิมากกว่าพวกเราก็ตาม) หากลูกตกอยู่ในสถาณการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติ โต้ตอบ หรือ จัดการ อย่างหนึ่งอย่างใดต่อ “เธอ” ของลูก พ่ออยากให้ลูกใช้วิธีของพ่อ ให้ลูกคิดว่า ถ้าเธอคนนั้นเป็น แม่ หรือ พี่เฟิร์น ของลูก

…. ลูกจะรู้ได้เองด้วยสำนึกที่ดีว่า ลูกจะปฏิบัติ โต้ตอบ หรือ จัดการ อย่างไรกับเธอ แต่อย่าคิดถึงคุณแม่ตอนทำโทษลูก หรือ ตอนที่พี่เฟิร์นแย่งขนมลูกล่ะ

2. “วีน” … “วีนแตก” … เป็นศัพท์ใหม่สำหรับคนรุ่นพ่อ เพราะสมัยที่พ่อเติบโตไม่มีบัญญัติไว้ แต่พ่อก็เอามาใช้ในบริบทนี้เพราะคำนี้อธิบายอาการบางอย่างของเธอที่ลูกไม่มีวันเข้าใจ (และไม่ต้องไปพยายามเข้าใจ)ได้เป็นอย่างดี …

ลูกรัก … ไฟน่ะ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วมันจะไหม้ไปไม่เลือกหรอกนะลูก มันจะไหม้แม้กระทั่งคนที่ไปจุดมันขึ้นมาถ้าไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ หรือบางครั้งขนาดระวังเต็มที่แล้วมันก็ไหม้ แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็รู้ว่าการสาดน้ำมันลงไปในกองไฟ ไม่ทำให้ไฟดับ แต่จะทำให้มันลุกมากขึ้นไปอีก …

พ่อกำลังจะบอกว่า การดับไฟที่ดีที่สุดต้องกำจัดเชื้อเพลิง ความร้อน และอ๊อกซิเจน … ลูกรัก … คำอธิบาย ตรรกะ เหตุผล ต่างๆที่ลูกคิดว่าดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด คำอธิบาย ตรรกะ เหตุผล ต่างๆเหล่านั้นจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เพราะจะถูกมองว่าเป็นข้อแก้ตัว … เหมือนฉีดน้ำมัน ฉีดอ๊อกซิเจนเข้ากองไฟ

ฉันใดก็ฉันนั้น …. ขณะที่เธอเกิดอาการวีนแตกนั้น เธอจะขาดความสามารถในการเข้าใจเหตุผลและตรรกะต่างๆไปชั่วคราว ไม่ว่าเธอคนนั้นจะจบปริญญาเอกมาจากสำนักไหน สาขาไหน ยกเว้นก็แต่เธอที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้ทรงศีล” หรือ “ชี” เธอเหล่านี้จะไม่วีนแตกแน่นอน แต่พ่อก็ไม่คิดว่าเส้นทางชีวิตของลูกจะเข้าไปข้องแวะกับเธอกลุ่มนี้เท่าใดนัก เว้นแต่ลูกคิดจะบวชตลอดชีวิต ซึ่งพ่อยินดีสนับสนุนถ้าลูกต้องการอย่างนั้นจริงๆ

ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว … ลูกรัก … คาถาบทเดียวที่พ่อใช้มาตลอดชีวิต … “ครับ” … ก็คือคาถาบทนั้น … และพูดให้น้อยที่สุด พูดเท่าที่จำเป็น ข้อสำคัญอย่าอธิบายเหตุผลใดๆทั้งสิ้นในกรณีที่ลูกอนุมานว่าลูกอาจจะมีส่วนในปรากฎการณ์วีนแตกครั้งนั้น

แต่ก็พึงระวังไว้ว่า วีน หรือ วีนแตกนั้น ตอนเริ่มต้นอาจจะเกิดจากสาเหตุหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับลูกเลยแม้แต่น้อย แต่ลูกอาจจะไปเกี่ยวด้วยโดยไม่ทราบสาเหตุในตอนจบ ลูกฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจเพราะมันไม่มีตรรกะ แต่มันคือความจริง

เหมือนไฟไงล่ะลูก มันบังเอิญที่ลูกโชคร้าย ที่เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ไฟก็เลยลามลูกเข้าให้ … ท่องคาถาของพ่อเอาไว้ … “ครับ”ลูกเดียว แล้วก็นับหนึ่งไปถึงสิบถึงร้อยถึงพันสามสี่ร้อยล้าน เดี๋ยวพายุก็สงบ จำไว้ลูก ฝนที่ตกหนักจะตกไม่นาน …

เมื่อไฟมอด พายุสงบ วีนสลาย … ลูกค่อยเท้าความ ชี้แจงเหตุผล ในกรณีที่เกี่ยวกับลูกโดยตรง แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับลูกก็จงลืมๆไปเสีย ไม่ต้องไปรื้อฟื้นให้เปลืองตัว

3. ผู้หญิงนั้น เวลาที่เธอขบคิด หรือมีปัญหาต้องคิด เธอจะพูดออกมา ลูกออกความเห็นได้เฉพาะเท่าที่ได้รับการร้องขอ มิฉะนั้นลูกมีหน้าที่อย่างเดียวคือฟัง ลูกอาจจะประหลาดใจถ้าพบว่า หลายๆครั้งเธอได้ข้อสรุป ทางออก หรือทางแก้ปัญหานั้นๆแล้ว แต่เธอยังไม่หยุดที่จะพูด

ลูกรัก … อย่าประหลาดใจเลย จงยอมรับธรรมชาติของเธอในข้อนี้ ความจริงก็คือว่า ข้อสรุป ทางออก หรือทางแก้ปัญหา ไม่ทำให้เธอหยุดคิดหรือหยุดพูด ดังนั้นลูกก็จงฟังต่อไป

… อีกอย่างก็คือการฟังเธอพูดขณะเธอขบคิดนั้น เธอถือว่าเป็นการเอาใจใส่ เป็นการแสดงความเอื้ออาทร และเป็นการแสดงว่าลูกยังรักและห่วงใยเธอ

ลูกอาจจะสงสัยว่าแล้วเมื่อไรเธอจะหยุดพูดล่ะ ลูกเอ๋ย … พ่อตอบไม่ได้หรอกลูกรัก เมื่อเธออยากจะหยุดเธอจะหยุดเอง ลูกไม่ต้องไปใส่ใจว่าเธอจะหยุดเมื่อไร ลูกมีหน้าที่ฟัง และพยักหน้า (เท่านั้น) ….

อันลักษณะนี้จะเป็นตรงกันข้ามกับเรา เมื่อเรามีเรื่องต้องขบคิด มีปัญหาที่ต้องการแก้ไข เราจะต้องการความเงียบคิดๆๆๆ และ คิดคนเดียว (โดยไม่ใช้ปาก) แต่เธอผู้อยู่ข้างๆลูก เมื่อเห็นลูกกำลังใช้ความเงียบคิดอะไรของลูกคนเดียว เธอก็จะขันอาสามาช่วยลูกคิดโดยเธอจะใช้วิถีที่เธอคิดคือคิดด้วยการพูด ถามๆๆๆ และ ถาม เพราะเธอคิดว่ามันเป็นการแสดงความใส่ใจ ความรักและเอื้ออาทร

… เมื่อลูกรำคาญเพราะลูกต้องการคิดอย่างเงียบๆคนเดียวตามวิถีของพวกเรา ลูกอาจจะบอกปัดไป นั้นยิ่งจะทำให้เธอเข้าใจลูกผิดไปว่าลูกไม่ยินดีรับความรักความเอื้ออาทร และความใส่ใจที่เธอมอบให้ ซึ่งอาจจะทำให้เธอตีความไปว่าเรื่องที่ลูกกำลังขบคิดเป็นเรื่องที่เธอไม่ควรรู้ เป็นเรื่องลูกกำลังปิดบัง ลูกเบื่อ และ ไม่ต้องการเธอ และนั่นจะทำให้เรื่องราวมันขยายใหญ่โต

“แล้วหนูจะทำอย่างไรดี …” … ลูกรัก … ไม่ยากหรอก ลูกก็ต้องบอกเธอไว้ล่วงหน้า อธิบายให้เธอเข้าใจธรรมชาติของพวกเราว่าเวลาที่ต้องการขบคิด แก้ปัญหาต่างๆ เราต้องการคิดเงียบๆ โดยไม่ใช้ปาก และไม่ต้องการผู้ช่วย

แต่ถ้าต้องการความเห็นหรือความช่วยเหลือเราจะเอ่ยปากถามเอง และขอให้เธอให้ความร่วมมือโดยเข้าใจธรรมชาติของเราในข้อนี้ … และในทางกลับกันลูกก็ต้องเข้าใจในธรรมชาติของเธอด้วยอย่างที่พ่อพูดไว้แล้วข้างต้น …

4. ตู้เสื้อผ้าที่ไม่เคยพอ … ลูกรัก … ปรากฎการณ์หนึ่งที่ลูกต้องได้ประสบคือ “ตู้เสื้อผ้าที่ไม่เคยพอ” … เธอจะไม่เก็บเสื้อผ้าที่สามปีใช้หนเดียวลงกล่องหรือแม้แต่ชุดที่ไม่มีวันได้ใช้(ในความคิดของลูก) เธอจะแขวนไว้ในตู้เสมอ ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งเถอะเธอจะได้สวมมัน

… ลูกรัก ถ้าลูกกำลังจะพูดถึงตรรกะ และเหตุผล ไม่ว่าจะทางวิทยาศาสตร์ หรือ เศรษฐศาสตร์ ลูกกำลังหลงทาง … จงอย่าได้เอ่ยเหตุผลเหล่านี้เลย ไม่สำเร็จหรอก พ่อได้พยายามมาแล้ว ทั้งกับย่าของลูก อาหญิงของลูก และแม้แต่แม่ของลูก เหลือแต่พี่เฟิร์นของลูกที่พ่อยังไม่ได้ลองพยายาม เพราะวันนี้พี่เฟิร์นของลูกยังไม่มีตู้เสื้อผ้า

แต่พ่อก็คิดว่าวันที่พี่เฟิร์นของลูกมีตู้เสื้อผ้า ก็คงไม่ต่างกับ ย่า อา หรือ แม่ของลูก … หรือลูกจะลองพยายามพูดกับเธอของลูกดูก็ได้ แต่ถ้าผลลัพท์มันไม่ได้อย่างใจล่ะก็ … พ่อเตือนลูกแล้วนะ … อ๋อ … นี่ก็หมายความไปถึงตู้รองเท้าด้วยนะ มันไม่เคยพอเหมือนกัน

5. ลูกรัก … ถ้าลูกถูกถามว่า … “คุณว่าชุดนี้ฉันใส่แล้วดูเป็นอย่างไร” หรือ “ชุดนี้ (ที่ฉันกำลังลองอยู่)กับชุดนั้น ชุดไหนสวยกว่ากัน” หรือ “รองเท้าคู่นี้เข้ากับกระโปรงตัวนี้ไหม” หรือ ฯลฯ … ลูกจะตอบอย่างไร …

อย่านะลูก อย่าเป็นอันขาดที่จะตอบโดยใคร่ครวญหาเหตุผลที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์ในการตอบคำถามเหล่านี้ หรืออีกอย่างหนึ่งพ่อกำลังจะบอกว่า อย่าใช้สมองในการตอบ … “อ้าว .. แล้วหนูจะใช้อะไรตอบล่ะครับ” … หัวใจไงล่ะลูก คำถามพวกนี้ต้องใช้หัวใจตอบ 

คำถามทั้งหมดนั้นถูกแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆคือ “ลูกยังรักเธออยู่ไหม” หรือ “เธอยังสวยและดูดีในสายตาลูกอยู่หรือไม่” เธอถามหาความเชื่อมั่น เธอถามหาความมั่นใจต่างหาก … จงตอบอย่างที่เธอต้องการฟัง

เปล่านะลูก พ่อไม่ได้สอนให้ลูกโกหก เพราะถ้าลูกใช้สมองตอบ ความสัมพันธ์ของลูกกับเธออาจจะมีปัญหา ทั้งๆที่ลูกยังรักเธออยู่ ถ้าลูกยังรักเธออยู่ ก็จงใช้หัวใจตอบอย่างที่เธอต้องการฟัง แต่ถ้าลูกไม่ได้รักเธอ ลูกก็ตอบโดยใช้สมองได้เลย

เธอ … เจ้าของรอยยิ้มที่เป็นความสว่างไสวเพียงอย่างเดียวในยามที่ลูกตกอยู่ในห้องที่มืดมิด
เธอ … เหมือน เสียงของความเงียบ คำพูดของเธอลูกต้องใช้หัวใจฟัง … ไม่ใช่ใช้หู
เธอ … คือ ความงดงามในความไม่สมบูรณ์พร้อม ลูกต้องใช้ความรักอย่างหมดใจเพื่อที่จะสัมผัสความงดงามนั้น
เธอ … คือ ความฝันที่ลูกอยากให้เป็นความจริง มากพอๆกับที่เธอคือความจริงที่ลูกอยากให้เป็นเพียงแค่ฝัน
เธอ … คือ สีสรรของสายลม … สีสรรที่ลูกไม่อาจจะมองเห็นได้ด้วยตา …แต่ด้วยความอาทรและ ใส่ใจในทุกรายละเอียด
เธอ … คือ ความสอดคล้องในความขัดแย้ง
เธอ … คือ จุดบรรจบของเส้นขนาน

และเหนืออื่นใด … เธอคือ ผู้หญิงที่ลูกรัก และฝากชีวิตไว้กับ … เธอ …

ขอให้ลูกโชคดีในชีวิตครอบครัวในวันข้างหน้า

รักลูก …
พ่อ
9 เมษายน พ.ศ. 2547

Scroll to Top