หลายเรื่องที่ควรทราบ ก่อนทำแบบทดสอบทางจิตเวช (หรือจะให้ใครทำ)

หลายเรื่องที่ควรทราบ ก่อนทำแบบทดสอบทางจิตเวช (หรือจะให้ใครทำ) – สองสามสัปดาห์มานี้ มีการส่งต่อลิงค์ต่างๆเกี่ยวกับแบบทดสอบทางจิตเวชจากสำนักต่างๆพอสมควรในโลกสื่อสังคม อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ถูกตั้งสมมุติฐานว่ามีเหตุมาจากอาการจิตเวชก็เป็นไปได้ ผมก็ไม่ทรบ เพราะ ไม่ได้ตามข่าวประจำวันเท่าไร

เป็นเรื่องที่ดีครับที่พยายามจะสร้างความเข้าใจและตื่นตัวกับเรื่องนี้ และ แบบทดสอบต่างๆที่ส่งต่อๆกันมานั้น ไม่ว่าจะสำหรับจิตเวชทั่วไป หรือ เฉพาะอาการ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ และ อื่นๆ เป็นแบบทดสอบที่ดีและถูกต้องตามหลักวิชาการทั้งนั้นครับ

แต่ทว่า … ในฐานะที่ผมมีผู้ป่วยจิตเวชถึง 3 คนอยู่ใต้หลังคาเดียวกับผม จึงพอจะนับได้ว่าผมเป็นผู้เป็นผู้โชคดีได้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับโรคเหล่านี้ อทิ วิตกกังวล (Anxeity) ซึมเศร้า (Depression) สมาธิสั้น (ADHD) ย้ำคิดย้ำทำ (OCD) จิตเภท (Schizophrenia) อารมณ์รุนแรง (Mood Swings) อารมณ์ 2 ขั้ว (Bipolar) … 3 คนของผมเหมาหมดเลยครับ เบื้องบนให้แจกๆแบ่งๆกันไปคนล่ะ 2 – 3 อย่าง 🙂

ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้เป็นผู้โชคดีได้มีประสบการณ์ตรง ผมก็อยากจะแบ่งปันข้อคิดเล็กๆน้อยๆ จะ เรียกว่าข้อสังเกตุที่ควรทราบก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่คิดจะทำแบบสอบถามเหล่านี้ หรือ พยายามจะให้คนใกล้ชิดทำ 555 (เพราะผมผ่านการทำแบบสอบถามทำนองนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว)

หลายเรื่องที่ควรทราบ

ก่อนทำแบบทดสอบทางจิตเวช (หรือจะให้ใครทำ)

ผมจะพยายามเรียงตามตรรกะเป็นข้อๆก็แล้วกันครับ

ข้อแรก … ความเสี่ยง

ทุกแบบสอบถามฯ(ที่ดี)จะมีหมายเหตุต่อท้าย (หรือเกริ่นนำ) ทำนอง คำเตือน (precaution) หรือ Disclaimer (ปฏิเสธการรับผิด) เอาไว้ ทำนองว่า แบบสอบถามเป็นเพียงการกรองเบื้องต้นถึงความเสี่ยงต่อโรค/อาการ ….. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องอีกครั้ง

แปลว่าอะไรครับ

  1. ผลของแบบสอบถามเป็นเพียงแค่ “ความเสี่ยง” ที่จะเป็นหรือมีอาการ แต่ไม่ได้แปลว่าเป็น
  2. ดังนั้น อย่ากระต่ายตื่นตูม ขี่ช้างจับตั๊กแตน ลงมือทำอะไรลงไป ถ้าผลออกมาว่า “เป็น” หรือ “ไม่เป็น”
ข้อที่สอง … ความเฉพาะเจาะจง

การกลั่นกรองด้วยแบบสอบถามเฉพาะโรค/อาการนี้ มีความเจาะจงมากๆ ว่ากลั่นกรองโรค/อาการอะไร หลายๆโรค/อาการ มันคร่อมกันไปคร่อมกันมา เช่น สาเหตุเป็นอย่างหนึ่ง แต่อาการออกมาเหมือนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

เทียบเคียงง่ายๆก็แล้วกันว่า ตรวจน้ำตาลในเลือด พบว่าน้ำตาลในเลือดสูง ก็เลยคิดว่าเป็นเบาหวาน แต่จริงๆเป็นเหตุจากความดันโลหิตสูง อันเนื่องมาจากโรคหัวใจ เป็นต้น

หรือไม่ก็เป็นหลายๆอย่างอยู่เบื้องหลัง แต่แบบสอบถาม(เบื้องต้นที่โหลดมาทำ)ให้ผลบ่งชี้ว่าเป็นอย่างเดียว (ก็มันเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นมาเพื่อกรอง “ของ/สิ่ง” เดียว นี่นา จริงไหมครับ)

โรค/อาการทางจิตเวชนี้ก็เช่นกัน มันเกี่ยวข้องยึดโยงกันไปหมด กรณีคนในครอบครัวผมเองก็เช่นกัน ขนาดอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญมาหลายปี ก็ยังเกิดกรณีที่ว่านี้ขึ้นมา

ข้อที่สาม … ความแม่นยำ

ความแม่นยำ … แบบสอบถามกรองเบื้องต้นนี้ ค่อนข้างให้ผลเป็น “บวก” ไว้ก่อน ในกรณีที่ต้องสงสัย เดี๋ยวจะมาอธิบายทีหลัง – ให้ผลเป็น “บวก” ไว้ก่อน – แปลว่าอะไร และ เพราะอะไร

เมื่อเทียบกับการตรวจเบื้องต้นของโรคทางกายเช่น วัดอุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล นับจำนวนเม็ดเลือดขาว ฯลฯ ที่การวัดจะออกมาเชิงปริมาณ เช่น กี่องศา กี่กรัม/ซีซี จึงมีเกณฑ์ค่อนข้างแน่นอน ที่จะบอกระดับความเสี่ยง เช่น ไข้ต่ำๆ ไข้ปานกลาง ไข้สูง เป็นต้น

แต่แบบสอบถามโรค/อาการทางจิตเวชนั้น เป็นการกรองเชิงคุณภาพ คือ กะๆเดาๆประมาณๆเอาจากความรู้สึก (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร งานวิจัยระดับโลก ระดับรางวัลโนเบล หลายสาขาก็ใช้วิธีนี้) ดังนั้น ให้สำนึกไว้ตลอดเวลาว่า มีปัจจัยนี้อยู่ ความคลาดเคลื่อนจึงค่อนข้างสูง นั่นคือ สิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปว่า ให้ผลเป็น “บวก” ไว้ก่อน คือว่าอะไรในข้อต่อไป

ข้อที่สี่ … ราคา(ความเสียหาย)ของความผิดพลาด

False positive … ได้ผลบวก แต่ จริงๆไม่ได้บวก ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ไปซื้อชุดตรวจตั้งครรภ์มาใช้ ผลบวก คือ การตั้งครรภ์ False positive คือ ผลการตรวจว่า ตั้งครรภ์ แต่จริงๆไม่ได้ตั้งครรภ์

ราคา/ความเสียหาย ของ false positive นี้คืออะไร … แต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน ผมไม่อยากยกตัวอย่าง เดี๋ยวจะดราม่ากัน

False negative … ได้ผลลบ แต่ จริงๆเป็นบวก คือ ผลการตรวจว่า ไม่ตั้งครรภ์ แต่จริงๆตั้งครรภ์ไปแล้ว เช่นกัน ราคา/ความเสียหาย ของ false negative แต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน

กลับมาเรื่องแบบสอบถามโรค/อาการทางจิตเวช ผลบวกคือ “เป็น/มีอาการ” เนื่องจากราคา/ความเสียหายของ false negative คือ ตรวจแล้ว “ไม่เป็น/ไม่มีอาการ” แต่จริงๆ “เป็น/มีอาการ” มากกว่า false positive “เป็น/มีอาการ” แต่จริงๆ “ไม่เป็น/ไม่มีอาการ”

ดังนั้น โดยมากแบบสอบถามจึงมีแนวโน้มที่จะให้ผลไปทาง false positive (เลี่ยง false negative) คือ ให้ผลบวก (คือ เป็น/มีอาการ ไว้ก่อน) นั่นเอง หรือ พูดภาษาบ้านๆคือ play safe ปลอดภัยไว้ก่อน บอกว่าเป็นไว้ก่อน ให้ไปหาหมอซะ อารมณ์ประมาณนั้น

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่ผลการทำแบบทดสองกลั่นกรองเบื้องต้นบอกว่าผู้ทำ “เป็น/มีอาการ” นั่นทำให้ผมเชื่อมโยงต่อข้อถัดไปได้

ข้อที่ห้า … ทุกคนเป็นหรือมีอาการหมดนั่นแหละ

มีใครเคยวัดสายตาบ้างครับ ยกมือขึ้น นั่นแหละครับ ผมชอบเทียบอาการจิตเวชกับความสั้น/ยาว/เอียงของสายตา

ไม่มีใครหรอกครับที่เกิดมา ใช้ชีวิตไปแล้วสายตาจะสมบูรณ์เป๊ะๆ ไม่สั้น ไม่ยาว ไม่เอียง หรือ แม้แต่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เกิด ผมกำลังจะบอกว่า ทุกคนมีระดับของอาการจิตเวชทั้งนั้น แค่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง นอกจากจะมากจะน้อยแล้ว

อาการจิตเวชที่ว่านี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วย ตามสภาพแวดล้อม สังคม การทำงาน บลาๆ ทำแบบทดสอบวันนี้ กับอีก หกเดือนข้างหน้า ผลอาจจะต่างกันก็ได้ อย่าได้แปลกใจไป

นั่นก็นำไปสู่หัวข้อถัดไป(อีกแล้ว)

ข้อที่หก … แล้วเมื่อไรควรพบแพทย์

อย่างที่เกริ่นนำไว้ในข้อที่แล้วว่า อาการจิตเวชนี้มันเปลี่ยนไป ขึ้นๆลงๆ แม้แต่เปลี่ยนโหมด เปลี่ยนอาการไปเลยก็เป็นได้ เป็นได้แม้แต่เปลี่ยนชั่วคราว 2 – 3 เดือน แล้ว กลับมาเป็นอย่างเดิมใหม่ หรือ เปลี่ยนไปถาวรเลย

โรค/อาการจิตเวชนี้มันแปลกอยู่อย่าง (นอกจากที่กล่าวไปแล้วเรื่องการเปลี่ยนแปลง) คือ ถึงแม้อาการเหมือนกัน อยู่ในสังคมสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน อาจจะไม่ต้องรักษาก็ได้ ถือว่าปกติๆ เพราะ สังคมสภาพแวดล้อม ที่คนๆนั้นอยู่ รับได้ว่าแบบนี้ อยู่ในกรอบของสังคมสิ่งแวดล้อมนั้นๆ

แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่านั้น ก็ไม่ได้สุดโต่ง เพราะสังคมมนุษย์มักจะมีบรรทัดฐานมีกรอบใกล้เคียงกัน ดังนั้น จึงมีบรรทัดฐานกลาง(แบบหลวมๆ)หนึ่งว่า พฤติกรรมแบบไหนอยู่ในสังคมได้ทำงานได้ แบบไหนไม่ได้

ดังนั้นความเห็นส่วนตัวล้วนๆเลยครับ ผมเห็นว่ามีเงื่อนไข 2 ข้อที่ มีข้อใดข้อหนึ่งก็ควรพาตัวเองหรือคนที่เราห่วงใยสังเกตุอยู่ไปพบจิตแพทย์ได้แล้ว คือ

  1. อาการที่เป็นอยู่ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของตัวเอง (เรียนหนังสือ ทำงาน ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ฯลฯ) เช่น นั่งเงียบ ไปทำงานสาย ลืมกุญแจบ้านประจำ ไม่อาบน้ำอาบท่า ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน ใช้จ่ายหรือตะหนี่ผิดปรกติ ฯลฯ
  2. อาการที่เป็นอยู่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ในสังคม เป็นที่รังเกียจ ไม่ยอมรับของสังคม เช่น เอาแบบสุดโต้งก็เดินแก้ผ้าออกไปริมถนนสาธารณะ ย้ำคิดย้ำทำจนไม่มีใครทำงานด้วยได้ ทำตัวเป็นที่น่ารำคาญอย่าชัดเจน ฯลฯ

แต่ถ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต และ อยู่ในบรรทัดฐานของสังคม ก็ไม่ต้องไปพบจิตแพทย์ เพิ่มงานให้ท่า่นเปล่าๆ ก็สายตาสั้น แต่อ่านหนังสือได้ ดูหนังดูทีวี เห็นหน้าคนได้ ไม่ปวดหัว ใช้ชีวิตได้ปกติ ก็ไม่ต้องเสียเงินตัดแว่น

ข้อที่เจ็ด … ตระหนัก ระแวดระวัง ตื่นตัว แต่อย่าตื่นตระหนก

โรค/อาการทางจิตเวช ก็เหมือนกับโรค/อาการทางกายอื่นๆน่ะครับ ตระหนัก ระแวดระวัง ตื่นตัว แต่อย่าตื่นตระหนก จนไม่เป็นอันใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข หรือ ลงไม้ลงมือทำอะไรกันแบบภาษิตคำพังเพยที่ว่า ติเรือทั้งโกลน ขี้ช้างจับตั๊กแตน กระต่ายตื่นตูม ฯลฯ

เราเจาะเลือด วัดความดันโลหิต วัดค่าน้ำตาลในเลือด ตรวจร่างกายประจำปีกันอย่างไร เราก็ควรประเมินสุขภาพจิตของเราเองและคนรอบๆตัวอย่างนั้น

แต่การตื่นตระหนกขนาดซื้อเครื่องวัดระดับน้ำตาล เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดไขมัน แพงๆมาวัดกันทุกวันเช้าเย็นแบบจิตตก (โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์จริงๆจังๆ) ก็ไม่ควรทำ เช่นกัน เราก็ไม่ควรจะเอาแบบทดสอบเหล่านี้มาทำกันทุกวันทุกอาทิตย์แล้วบอกว่า เรา(หรือคนรอบข้างเรา) เป็นอย่างไร ซึมเศร้าหรือยัง ตรวจอาการซึมเศร้ากันรายวัน เป็นต้น

เผลอๆการทำอย่างนั้นอาจจะเข้าข่ายเป็นโรคจิตเสียเอง 555 🙂

สรุปรวบยอดคำเดียวเลยครับ ดำเนินชีวิตอยู่บนทางสายกลาง สงสัยอะไรก็ไปพบแพทย์ด้านนั้นๆ การไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าปิดบัง น่าอาย ผมคนหนึ่งล่ะ ไปพบจิตแพทย์ทุกปี เหมือนตรวจร่างกายประจำปี ก็อยู่กับคนเป็นโรคจิตเวชทั้งวันทั้งคืน เผื่อว่าอยู่ๆไปจะเป็นโรคจิตไปด้วย 555 🙂 … จบ

ยุติการตั้งครรภ์ จากการตรวจครรภ์ ทางเลือก ตรรกะ ที่ต้องคิดให้มากๆ

ยุติการตั้งครรภ์ จากการตรวจครรภ์ ทางเลือก ตรรกะ ที่ต้องคิดให้มากๆ

Scroll to Top